02 800 9090
Perfect Companion Group Co., Ltd.
EN
COMMUNITY & EVENTS
HOME / BLOG
BLOGS
APR
03
อาหารสัตว์เลี้ยง ... เค็มจริงหรือ!!!!!
by admin / April 03, 2018

อาหารสัตว์เลี้ยง …เค็มเกินไป  ?

ความเค็มในอาหาร สำหรับมนุษย์หรือเจ้าของสัตว์เลี้ยง เข้าใจเรื่องความเค็มว่า มาจากเกลือ โดยเกลือที่เข้าใจกันส่วนใหญ่คือ โซเดียมคลอไรด์ หรือ เกลือแกง นั่นเอง  แต่ทั้งนี้ ความเค็ม นั้นยังสามารถมาจาก เกลือ ในรูปแบบอื่นๆ อีก เช่น โพแทสเซียมคลอไรด์ ที่ในปัจจุบันมีการใช้เป็นสารให้รสชาติความเค็ม แต่ ไม่มีโซเดียม เป็นส่วนประกอบ ซึ่งได้ถูกนำมาใช้ในอาหารสำหรับคน ที่ต้องการจำกัดปริมาณโซเดียม

ความสำคัญของเกลือในอาหารของสัตว์เลี้ยง

 เกลือ ในที่นี้ ขอกล่าวในรูปแบบของ โซเดียมคลอไรด์ (NaCl)  ซึ่ง โซเดียมคลอไรด์ บริสุทธิ์ประกอบด้วยคลอไรด์ 60.67% และโซเดียม 39.33% ทั้งโซเดียมและคลอไรด์เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในอาหารของสุนัขและแมว

iStock-608003726_(1)

Cr. https://www.honestdocs.co/eat-more-salt-dangerous-than-you-think

บทบาทหน้าที่ของ โซเดียม (Na)

  • รักษาสมดุลกรด-เบส (ทำงานร่วมกับโพแทสเซียม (K) )
  • รักษาความดันระหว่างภายในและภายนอกเซลล์
  • มีบทบาทสำคัญต่อเมตาบอลิซึมของพลังงานในเซลล์
  • เกี่ยวข้องกับการสร้างและการสื่อกระแสประสาท
  • ควบคุมสมดุลของน้ำ ความรู้สึกกระหาย ความเข้มข้นของปัสสาวะ

การได้รับโซเดียมไม่เพียงพอ พบได้น้อยมาก ทั้งในสุนัขและแมว ซึ่งเมื่อขาด สัตว์จะเกิดอาการกระวนกระวาย มีอัตราการเต้นของหัวใจที่สูงขึ้น  ดื่มน้ำน้อยลง ในขณะเดียวกันก็ถ่ายปัสสาวะในปริมาณมากขึ้น เนื่องจากลดการดูดกลับน้ำที่หน่วยไต ดังนั้น ค่าความถ่วงจำเพาะของปัสสาวะจะต่ำลง และเยื่อเมือกมีลักษณะแห้ง  ในทางกลับกัน หากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป จะทำให้อาเจียนและทำให้เยื่อเมือกบุผิวแห้งได้เช่นกัน  หากสัตว์เลี้ยงในขณะนั้นได้รับน้ำในปริมาณที่ไม่เพียงพอ

บทบาทหน้าที่ของ  คลอไรด์ (Cl)

  • รักษาสมดุลกรด-เบส
  • รักษาความเข้มข้นของของเหลวภายนอกเซลล์

ผลของการขาดคลอไรด์ จะเกิดอาการอ่อนเพลีย  ไม่เจริญเติบโต  ทั้งนี้อาการเหมือนกับการขาดธาตุโพแทสเซียม  ส่วนในกรณีที่ได้รับมากเกินไป จะทำให้ระดับแคลเซียมและโพแทสเซียมในเลือดเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด  (metabolic acidosis)

ปริมาณความต้องการในระดับต่ำสุดของสัตว์เลี้ยง (Minimum requirement)

  • ตามมาตรฐานสากล NRC และ AAFCO แสดงค่าความต้องการในระดับต่ำสุดของโซเดียม ที่ระดับ

 0.06-0.30% และสำหรับคลอไรด์ ที่ระดับ  0.09-0.45% ตามลำดับ โดยเป็นการคำนวนต่อน้ำหนักของอาหารแห้ง ซึ่งรายละเอียดความต้องการแยกตามชนิดและอายุของสัตว์  ตามรายละเอียดในตาราง

  • สัดส่วนของโซเดียม ต่อ คลอไรด์ ในอาหารสุนัขควรมีสัดส่วน ที่ 1 : 1.5

แหล่งวัตถุดิบที่ให้ธาตุโซเดียม  ก็คือ  เกลือ  ซึ่งที่ใช้กันบ่อยๆ คือ เกลือแกง หรือ โซเดียมคลอไรด์  นอกจากนั้น มีเกลืออีกหลายรูปแบบ เช่น โซเดียมฟอสเฟต โซเดียมคาร์บอเนต โซเดียมไบคาร์บอเนต และโซเดียมไตรโพลีฟอสเฟต ทั้งนี้ อาหารจำพวกพืชผักจะมีโซเดียมประกอบอยู่ในปริมาณต่ำ ในขณะที่เนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปจะมีโซเดียมสูงกว่าพืชผักประมาณสามเท่า

แหล่งวัตถุดิบที่ให้ธาตุ คลอไรด์  นั้น โดยปกติแล้วเป็นเกลือโซเดียมคลอไรด์ (เกลือแกง) ที่มักใช้เสริมในอาหาร

การเติมเกลือโซเดียมคลอไรด์ที่ปริมาณ 0.25-0.5%  จะทำให้ได้โซเดียม 0.09-0.15% และคลอไรด์ 0.2-0.3% ในสูตรอาหาร ซึ่งโซเดียมและคลอไรด์ในเกลือแกงนั้น  มีความสามารถในการถูกย่อยและดูดซึมได้เกือบ 100% (ต่างจากเกลือในรูปแบบอื่นๆ)

วัตถุประสงค์อื่นๆในการเติมเกลือในอาหารสัตว์เลี้ยง

นอกจากมีการใช้เกลือเพื่อเป็นแหล่งของโซเดียม และ คลอไรด์ ที่เป็นแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อสัตว์เลี้ยงแล้ว ยังพบว่า มีการใช้เกลือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆเช่น

  • เพื่อช่วยกระตุ้นการดื่มน้ำในแมวเพื่อส่งเสริมให้ปัสสาวะเจือจาง ซึ่งคาดว่าการลดความเข้มข้นของปัสสาวะ อาจจะช่วยลดโอกาสการเกิดนิ่วชนิดแคลเซียมออกซาเลตได้  โดยระดับโซเดียมที่แนะนำสำหรับอาหารแมว อยู่ที่ 3-0.6% และสำหรับสุนัข ควรมีค่าน้อยกว่า  0.3%  อย่างไรก็ตาม เจ้าของสัตว์เลี้ยงบางคนก็ยังกังวลอยู่เนื่องจากคิดว่าการบริโภคเกลือในปริมาณสูงจะส่งผลเสียต่อความดันโลหิตและการทำงานของไต  แต่ทั้งนี้มีการพบว่าสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ได้รับเกลือในปริมาณสูงขึ้นนั้น ก่อนที่จะได้รับในระดับขั้นอันตราย สัตว์เลี้ยงจะมีอาการปฏิเสธอาหาร มีอาการขย้อน หรืออาเจียน
  • เพื่อเป็นการถนอมอาหาร ซึ่งในขนมหรืออาหารกึ่งเปียกบางชนิด อาจมีการเพิ่มปริมาณเกลือเพื่อช่วยในการควบคุมแอคติวิตี้ของน้ำ (Water activity)

สุนัขและแมวรู้รสเค็มหรือไม่

สุนัขและแมวสามารถรับรู้รสชาติความเค็มได้  สำหรับแมว ยัง ไม่มีข้อมูลยืนยันว่าเกลือมีผลต่อความชอบของแมว แต่พบว่าแมวชอบกรดอะมิโนและสารกระตุ้นที่มีรสเปรี้ยวในระดับความเข้มข้นที่มนุษย์ไม่สามารถรับรู้หรือระดับที่ไม่พอใจ แต่เกลือสามารถเพิ่มความน่ากินของอาหารสุนัขได้  โดยพบว่าสุนัขจะชอบอาหารเปียกมากขึ้นเมื่อปริมาณเกลือในอาหารเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามปริมาณของเกลือไม่มีผลต่อความน่ากินของอาหารแห้ง  (Roudebush et al., 2000)

iStock_000015780250Small

Cr. https://www.dogilike.com/content/caring/3347/

ปัญหาและข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับเกลือ

กลไกของควบคุมปริมาณโซเดียมในร่างกายสัตว์ ถูกคุมด้วยระบบเรนิน-แองจิโอเทนซิน-แอลโดสเตอโรน (Renin-angiotensin-aldosterone) หรือ RAA  : ในสุนัขและแมวที่มีสุขภาพแข็งแรงจะสามารถปรับตัวต่อปริมาณโซเดียมในอาหารที่แตกต่างกันได้ด้วยกลไกของระบบเรนิน-แองจิโอเทนซิน-แอลโดสเตอโรน โดยที่หากได้รับโซเดียม( Na) ในปริมาณสูง Renin จะถูกสร้างและหลั่งออกมาจากเซลล์ Juxtaglomerular ที่เยื่อบุผนังเส้นเลือด Afferent arterioles ใน Glomerulus หลังจากนั้นจะไปเปลี่ยน Angiotensinogen ให้เป็น Angiotensin I และ Angiotensin II ตามลำดับ โดยที่ Angiotensin II จะกระตุ้นให้เกิดการหลั่ง Aldosterone ส่งผลเพิ่มการดึงน้ำกลับที่ไต และ Antidiuretic hormone ทำให้เกิดการคั่งของน้ำในภายร่างกาย และกระตุ้นการกระหายน้ำ

    

ผลด้านความน่ากิน

  • อาหารที่มีเกลือสูง (โซเดียมคลอไรด์ 4%) ส่งผลให้สุนัขกินอาหารได้น้อยลงและมีการอาเจียน (Zentek and Meyer, 1995) และลูกแมวจะแสดงอาการปฎิเสธอาหารอย่างเห็นได้ชัดเจน เมื่ออาหารมีโซเดียมคลอไรด์ 1% (Yu et al., 1997)
  • เกลือจะช่วยเพิ่มรสชาติอาหารเมื่อเพิ่มปริมาณการใช้ในสูตรอาหาร แต่ทั้งนี้เพิ่มได้ถึง 50% ถ้ามากกว่านี้พบว่าไม่มีผลต่อการเพิ่มรสชาติและความน่ากิน

ผลด้านความดันโลหิตสูง

  • ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าปริมาณโซเดียมที่เพิ่มขึ้นในอาหารสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงในสุนัขและแมว
  • ในแมวที่มีสุขภาพดี ระดับโซเดียมที่เปลี่ยนแปลงไปในอาหารไม่มีความสัมพันธ์กับความดันโลหิต (Luchschandercet et al., 2004; Buranarakari et al., 2004; Xu et al., 2006; Reynolds et al., 2013)
  • คำแนะนำสำหรับสุนัขและแมวที่มีความดันโลหิตสูง ให้หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีปริมาณโซเดียมคลอไรด์สูง แต่ไม่ต้องถึงกับจำกัดปริมาณเกลือที่กิน

โรคหัวใจ

  • ผลที่ได้จากกงานวิจัยหลายชิ้นให้ข้อสรุปไม่ได้เนื่องจากมีปัจจัยแปรปรวนในเรื่องของการเปลี่ยนอาหารและการใช้ชีวิต รวมถึงการเปลี่ยนแปลงปริมาณโซเดียมที่ได้รับ (Freedman and Petitti, 2002)
  • ไม่มีความสัมพันธ์ที่เห็นได้ชัดระหว่างโรคหัวใจกับปริมาณโซเดียม ในอาหาร (Pedersen et al., 1994; Freeman, 2006; Pensinger, 1964; Freeman et al, 2006)

การทำงานของไต

  • เนื่องจากสุนัขและแมวหลายตัวที่ไตวายพบว่ามีความดันโลหิตสูง จึงมีความกังวลว่าปริมาณเกลือที่เพิ่มขึ้นอาจจะทำให้ภาวะของโรคแย่ลง อย่างไรก็ตามปัญหาหลักมักจะมาจากการได้รับโซเดียมในปริมาณที่ต่ำเกินไป ไม่ใช่สูงเกินไป โดยพบว่าแมวที่ได้รับโซเดียมต่ำ (โซเดียม 9 มก. / อาหาร 1 กก.) จะเกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ (Hypokalemia) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่ไต (Reynolds et al., 2013) ดังนั้นอาหารที่มีโซเดียมคลอไรด์สูงกว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของไต

 

สรุปสาระสำคัญ

  • ในอาหารสัตว์เลี้ยงมีการใช้เกลือในระดับที่จำเป็นต่อความต้องการโซเดียมและคลอไรด์ของร่างกาย
  • ความต้องการขั้นต่ำ (ต่อน้ำหนักอาหารแห้ง) มีค่าตั้งแต่ 06-0.30% สำหรับโซเดียม และ 0.09-0.45% สำหรับคลอไรด์ โดยปริมาณความต้องการขึ้นกับชนิดสัตว์และช่วงวัย
  • สุนัขและแมวที่มีสุขภาพดีนั้นสามารถปรับตัวให้เข้ากับปริมาณโซเดียมที่แตกต่างกันในอาหารได้ด้วยกลไกของระบบเรนิน-แองจิโอเทนซิน-แอลโดสเตอโรน และไม่มีหลักฐานแน่ชัดที่แสดงว่าปริมาณโซเดียมที่เพิ่มขึ้นในอาหารจะเพิ่มความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง และคำแนะนำสำหรับสัตว์ที่มีปัญหาความดันโลหิตสูงในปัจจุบัน คือให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีเกลือสูงแต่ไม่ต้องถึงกับจำกัดปริมาณเกลือที่กิน
  • ปริมาณโซเดียมที่เหมาะสมในสุนัขและแมวที่มีปัญหาโรคหัวใจต้องได้รับการศึกษาต่อไป
  • ปริมาณเกลือที่เพิ่มในอาหารช่วยเพิ่มปริมาณปัสสาวะและช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดนิ่วชนิดแคลเซียมออกซาเลต

อาหารสัตว์เลี้ยงที่วางขายเค็มเกินไปหรือไม่

อาหารสัตว์เลี้ยงไม่ได้เค็มมากเกินไปสำหรับสัตว์เลี้ยง  การระบุว่ามีเกลือเป็นส่วนผสมอาหาร ก็ไม่ได้หมายความว่าอาหารนั้นมีปริมาณเกลือที่มากเกินไป  สำหรับอาหารสัตว์เลี้ยง วัตถุประสงค์หลักในการเติมเกลือ ไม่ได้ใช้เพื่อการปรุงรส แต่เป็นการเติมเกลือลงไปในอาหารสัตว์เลี้ยงเพื่อให้มีสารอาหารโซเดียมและคลอไรด์ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของสัตว์ที่บริโภคอาหารนั้น